ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
 
  1.  รู้และเข้าใจลักษณะและวิวัฒนาการของศิลปะไทย
    2.  อธิบายความแตกต่างระหว่างศิลปะไทยและศิลปะสากลได้
    3.  นำเสนอผลงานการค้นคว้า เกี่ยวกับศิลปะไทยสมัยต่าง ๆได้
            ศิลปกรรมไทยได้ชื่อว่า เป็นศิลปะอุดมคติ (Idealistic) ซึ่งมีความงามตามความคิด ปรัชญา เหนือกว่าธรรมชาติ เนื่องจากได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่โบราณกาล คนไทยจึงสร้างสรรค์งานศิลปกรรมด้วยความมุ่งมั่นศรัทธา รูปแบบและความงามเกิดจากจินตนาการตามคติความเชื่อ เช่น การสร้างสรรค์พระพุทธรูปได้ยึดถือตามลักษณะคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะ หรือ คุณลักษณะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือ “ตรัสรู้” ซึ่งอยู่ในลักษณะอาการปลดปล่อยพักผ่อนอย่างแท้จริง ปราศจากกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นอย่างมนุษย์ พระวรกายประสานกลมกลืนกันเป็นอันดี ตลอดทุกส่วน จึงดูอ่อนช้อย และเบาลอย แสดงถึงความหลุดพ้น และอยู่เหนือโลกีย์โดยสิ้นเชิง เป็นต้น

เอกลักษณ์ของจิตรกรรมไทย
        จิตกรรมไทย (Thai Painting) หมายถึง การเขียนลวดลายไทย การระบายสี รวมถึงการปิดทองในภาพเขียนเกี่ยวกับพุทธประวัติ ภาพชาดก วรรณคดี และประวัติศาสตร์สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งโบราณเป็นการสร้างสรรค์ในสมุดไตรภูมิต่าง ๆ บนลับแลหรือบังตา บนผืนผ้าใบ บนฝาผนัง ตลอดจนการเขียนลดลายในภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ สีที่ใช้นิยมใช้สีฝุ่น และปิดทอง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของจิตรกรรมไทย

ลักษณะของจิตรกรรมไทย
เป็นงานเขียนแบบ  มิติ
        งานจิตรกรรมไทยมีเอกลักษณ์ในการใช้เส้น และสี ไม่แสดงแสงเงาตามธรรมชาติ และระยะใกล้ไกลของภาพ โดยใช้สีแบน ๆ เรียบสงบ แล้วตัดเส้นลวดลายไปตลอดทั้งภาพ มีช่องไฟหรือพื้นหลัง จะช่วยเน้นเส้นที่อ่อนช้อยงดงาม และจัดระเบียบให้ภาพมีความสัมพันธ์กลมกลืนกัน ความงามของเส้นจะเร้าความรู้สึกของผู้ดูให้เห็นความงามอันละเอียดอ่อน และแสดงถึงความเจนจัดชำนิชำนาญในการใช้เส้นด้วยสมาธิที่มั่นคง และจิตใจอันละเอียดอ่อน
เป็นภาพมองที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
       ในการเขียนภาพทิวทัศน์ในงานจิตรกรรมไทย มักจัดภาพในลักษณะมองจากที่สูงสู่ที่ต่ำ เพื่อให้ผู้ดูสามารถมองเห็นหน้าต่อได้ และสามารถมองเห็นบ้านเรือนได้ทุกหลัง โดยมองเข้าไปทางประตู และหน้าต่างได้ และสามารถมองเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ในภาพได้อย่างทั่วถึง โดยไม่บังกันเหมือนกับจิตรกรรมสากลทั่วไป จึงนับเป็นความชาญฉลาดของจิตรกรรมไทย
เป็นภาพเขียนแบบเล่าเรื่อง
        เนื่องจากงานจิตรกรรมไทยส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนที่แสดงเรื่องราวตามท้องเรื่องในชาดกหรือวรรณคดีไทย เช่น เรื่องราวตามท้องเรื่องในชาดกหรือวรรณคดีไทย เช่น เรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น จึงมีการเขียนภาพเป็นเรื่องราวต่อเนื่องตามลำดับ โดยมีทิวทัศน์ธรรมชาติ เช่น ท้องฟ้า ภูเขา และต้นไม้เชื่อมประสานให้งานจิตรกรรมไทยเป็นภาพแบบเล่าเรื่องต่อเนื่องกัน มีความเป็นเอกภาพที่งดงาม ทำให้ดูเข้าใจเรื่องราวและซึมซับความงดงามของภาพไปพร้อมกัน

การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยในสมัยต่าง ๆ
สมัยสุโขทัย : รุ่งอรุณแห่งความสุข
        คำว่า “สุโขทัย” แปลว่า “รุ่งอรุณแห่งความสุข” หมายถึง เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตไทยที่เปี่ยมสุข เนื่องจากสุโขทัยเป็นราชธานีของไทยแห่งแรกในยุคประวัติศาสตร์ไทย มีการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” ที่มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ดังคำกล่าวว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว “ จึงนับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่มีคุณค่าต่อตนเอง และสังคมส่วนรวมได้
        งานจิตรกรรมในสมัยสุโขทัยที่ปรากฏหลักฐานตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน น้อยกว่างานประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีผลงานหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ ภาพแกะสลักลายเส้นแบบเซาะร่องลึกบนแผ่นหินที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย และจากการศึกษาพบว่านิยมเขียนภาพลายเส้นดอกไม้ และลวดลายธรรมชาติ โดยใช้สีน้อยมาก ได้แก่ สีขาว สีดำ และสีแดง

ลายกนกอยุธยา
        ศิลปะอยุธยามีระยะเวลาสร้างสรรค์ที่ยาวนานถึง 417 ปี (พ.ศ. 1993-2310) และแผ่ความเจริญมาครองคลุมในภาคกลางของประเทศไทย มีงานจิตรกรรมที่นิยมเขียนลวดลายกระหนกที่มีความอ่อนช้อยงดงาม ทั้งกระหนกเปลว และกระหนกก้านขด และมีการประดิษฐ์ลายเครือเถาทั้งลายดอกพุดตาน ลายดอกบัว และผักกูด ลายรดน้ำที่มีชื่อเสียง และงดงามที่สุด คือลายบานประตูตู้พระธรรม วัดเชิงหวาย
        สำหรับจิตรกรรมฝาผนังนิยมเขียนด้วยสีฝุ่นด้วยเทคนิคปูนแห้ง แสดงถึงเรื่องราวตามความศรัทธาเชื่อถือทางพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ เขียนเป็นภาพทิวทัศน์ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ และธรรมชาติสภาพแวดล้อมที่เป็นบ้านเรือน แม่น้ำลำคลองในยุคสมัยนั้น ซึ่งจะมีคุณค่าอย่างสูงทั้งทางด้านความงาม ศิลปวัฒนธรรม และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่แผงอยู่ในงานจิตรกรรม จึงมีการใช้สีเพิ่มขึ้นจากสมัยสุโขทัยอีกหลายสี เช่น สีเขียว สีม่วง และสีฟ้า เป็นต้น

การปฏิรูปจิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์
        จุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ คือปี 2325 นับจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 200 ปีแล้ว ผลงานจิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจิตรกรรมอยุธยาคือการเขียนภาพลายรดน้ำซึ่งใช้สำหรับตกแต่งบานประตู หน้าต่างในวัดวาอาราม มีการสร้างสรรค์อย่างแพร่หลาย ในสมัยนี้ แต่คุณค่าทางด้านฝีมือยังด้อยกว่าสมัยอยุธยา ในเรื่องความรู้สึกพลิ้วไหวและความมีชีวิตชีวา
        นอกจากนี้ งานประดับมุขก็เป็นงานประณีตศิลป์ ที่ได้รับอิทธิพลตกทอดมาจากสมัยอยุธยา เช่นเดียวกัน และฝีมือประณีตไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถหาดูได้ที่บานประตูโบสถ์วัดพระศรีรัตน-ศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
        ทางด้านงานจิตรกรรมฝาผนังได้มีวิวัฒนาการมาตามลำดับจากสมัยอยุธยา จนถึงสมัย     รัตนโกสินทร์ มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังกันมาก และมีการพัฒนาฝีมือถึงขั้นเรียกว่า เจริญสูงสุด (Classic) งานจิตรกรรมไทยที่รักษารูปแบบ และสีสันเป็นภาพสองมิติ และแสดงฝีมือการตัดเส้นที่งดงามแบบดั้งเดิมที่เรียกกันว่า “จิตรกรรมไทยประเพณี” ช่างเขียนฝีมือชั้นครูในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 คือ “พระอาจารย์นาค” ได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยประเพณีไว้มากมาย ในปัจจุบันนี้หาดูได้ที่หอไตรของวัดระฆังโฆสิตารามวรวิหาร และยังมีงานจิตรกรรมฝาผนังของช่างเขียนแบบไทยประเพณีอีกหลายแห่ง เช่น ที่วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร วัดสุวรรณารามวรวิหาร วัดสระเกศาราชวรมหาวิหาร วัดทองธรรมชาติวรวิหาร และพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นต้น
        นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดให้จัดทำ “สมุดไทย” ซึ่งเป็นการเขียนภาพจิตรกรรมกระดาษสมุดไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ คือ สมุดไทยของวัดบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นภาพวาดตำราเจ็ดคัมภีร์ และประกอบวรรณกรรมเรื่องพระมาลัย และทศชาติชาดก และโดยเฉพาะ “สมุดตำรารำ” ที่ใช้ฝีมือช่างจิตรกรรมไทย ถ่ายทอดท่ารำนาฏศิลป์ไทยอันงดงามเป็นมรดกตกทอดทางศิลปวัฒนธรรมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ จึงนับว่าศิลปะด้านทัศนศิลป์ไทย ได้บูรณาการเชื่อมโยงกับนาฏศิลป์ไทยมาช้านานแล้ว

ขรัวอินโข่งกับผลงานจิตรกรรมไทยสามมิติ
        ในสมัยรัตนโกสินทร์นับเป็นยุคสมัยที่มีการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความเจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ ประเทศไทยได้ติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าอย่างเป็นทางการกับกลุ่มประเทศตะวันตกมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จึงได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านจิตรกรรมไทยจากศิลปะตะวันตกที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) มีการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยในรูปแบบผสมผสานกับศิลปะสากลแบบตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะช่างเขียนไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้นคือ “ขรัวอินโข่ง” เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่เขียนภาพจิตรกรรมไทยที่มีแสงเงาและความตื้นลึกแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นลักษณะเหมือนจริง และยังสะท้อนภาพชีวิตของชาวยุโรปอยู่งาน จิตรกรรมไทย นับว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ในงานจิตรกรรมไทยอีกด้วย
        ขรัวอินโข่งมีชื่อเดิมว่า “อิน” เป็นชาวเพชรบุรี เมื่อท่านบวชเป็นพระที่วัดราชบูรณะ กรุงเทพมหานคร และครองเพศบรรพชิตตลอดชีวิต ประชาชนจึงเรียกท่านจนติดปากว่า
“ขรัวอินโข่ง” ซึ่งหมายถึง “พระภิกษุผู้สูงอายุ” หรือ “ภิกษุผู้ยิ่งใหญ่” ส่วนนามที่เรียกท่านเป็นทางการคือ “พระอาจารย์เดิม” ซึ่งท่านได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยรับใช้เบื้องยุคคลบาทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มตั้งแต่พระองค์ยังทรงผนวช จวบจนเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นระยะเวลาอันยาวนาน
        ในระยะแรก ขรัวอินโข่งยังเขียนภาพจิตรกรรมไทยเป็นแบบดั้งเดิม คือนิยมเขียนภาพเกี่ยวกับชาดก และพระพุทธศาสนาเป็นภาพแบบ 2 มิติ เช่น ภาพยักษ์ หน้าลิง ภาพวาดที่วัดมหาสมณาราม และหอราชกรมานุสร เป็นต้น
        ต่อมาท่านได้ศึกาารูปแบบงานจิตรกรรมตะวันตกจากงานภาพพิมพ์ที่แพร่หลายในหมู่มิชชันนารี และภาพที่ส่งมาจำหน่ายในเมืองไทยในสมัยนั้น แล้วนำมาประยุกต์ใช้พัฒนางานจิตรกรรมไทยเป็นภาพทิวทัศน์แบบตะวันตกโดยใช้ตัวละครและสถานที่แบบตะวันตก เช่น ภาพปริศนาธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหารและวัดบรมนิวาส เป็นต้น
        งานจิตรกรรมไทยของขรัวอินโข่ง ถึงแม้จะนำเอาแบบอย่างวิธีการเขียนภาพจากตะวันตกมาใช้ แต่ก็ยังแสดงความเป็นอัจฉริยภาพของจิตรกรไทยที่สร้างจินตนาการจากความคิดและความเชื่อของไทยที่เป็นอยู่เดิม โดยเฉพาะปรัชญาทางพระพุทธศาสนา เช่น ภาพปริศนาธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหาร และภาพนมัสการพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ที่วัดมหาสมณาราม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นงานชิ้นเดียวที่เขียนในจังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของท่านเอง
        นอกจากนี้ ขรัวอินโข่งยังได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรไทยที่เขียนภาพคนเหมือนแบบตะวันตกเป็นคนแรก ซึ่งท่านได้เขียนภาพเหมือนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันภาพดังกล่าวประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ นับว่าเป็นงานภาพคนเหมือน (Portrait) ก็มีชื่อเสียงชิ้นแรกของเมืองไทย

เอกลักษณ์ของประติมากรรมไทย
        ประติมากรรมไทย (Thai Sculpture) หมายถึง การปั้น หล่อ หรือแกะสลักอันเป็นลักษณะประจำชาติไทย สร้างสรรค์ด้วยฝีมือของคนไทยตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน และด้วยเหตุที่งานประติมากรรมไทย เป็นงานที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานปั้นและหล่อพระพุทธรูป ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างไปจากจากสากลว่า “ปฏิมากรรม” ซึ่งแปลว่า “รูปเปรียบ หรือรูปแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” เช่น “พุทธปฏิมากร” หมายถึง รูปเปรียบเทียบหรือรูปแทนองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิใช่รูปพระองค์จริงของพระพุทธเจ้า หากเป็นรูปเนรมิตรวมพระลักษณะอันประเสริฐเลิศบุรุษของพระองค์เข้ากับหลักธรรม และอุดมคติของไทย คือพระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตา แฝงด้วยอาการอันสงบนิ่ง เป็นสมาธิน้อมนำจิตใจให้พุทธศาสนิกชนบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
ลักษณะของประติมากรรมไทย
        1.ไม่นิยมปั้นแกะสลักรูปคนเหมือน
        คติความเชื่อของคนไทยตั้งแต่โบราณกาล คือ การไม่นิยมสร้างรูปเหมือนขึ้นประดับ หรือบูชา ดังนั้น งานประติมากรรมของไทยที่เหลือตกทอดมาแต่อดีตล้วนเป็นภาพทางอุดมคติ หรือภาพประดิษฐ์ทั้งสิ้น ไม่มีการปั้นแกะสลักคนเหมือน (Portrait) ให้ปรากฏ โดยเฉพาะการสร้างพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการสร้างเพียงรูปแทนหรือพระพุทธรูปฉลองพระองค์เท่านั้น เช่น รูปพระเจ้าอู่ทองที่วัดพุทไธสวรรย์ เป็นต้น
        2. ไม่แสดงกล้ามเนื้อในรูปคน และสัตว์
        ความงดงามของงานประติมากรรมไทยเป็นความงามตามอุดมคติ ที่ถือเอาความเกลี้ยงเกลากลมกลืน และอ่อนช้อยเป็นลักษณะของความงามอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่แสดงกล้ามเนื้อ กระดูกหรือเส้นเอ็นให้ปรากฏในรูปปั้นหรือแกะสลัก โดยเฉพาะการสร้างพระพุทธรูปไม่ปรากฏกล้ามเนื้อเด่นชัด ณ ที่ใด แต่จะกระจายกล้ามเนื้อไปทั่วเรือนร่างให้เกิดความกลมกลืน และได้สัดส่วนที่งดงาม และมีความสมดุลกันเป็นอย่างดีซึ่งในระยะหลังประติมากรไทยได้นำคตินิยมเรื่องความเกลี้ยงเกลา กลมกลืน อ่อนช้อย มาประยุกต์ใช้ในงานประติมากรรมร่วมสมัย เช่น ผลงานของมีเซียม ยิบอินซอย ประติมากรชั้นเยี่ยมของไทย เป็นต้น
        3. ไม่แสดงความแตกต่างของพื้นผิว
        การปั้น แกะสลักภาพคน สัตว์ และลวดลายแบบไทย  มักนิยมขัดแต่งผิวให้เกลี้ยงเกลา ไม่แสดงความแตกต่างของพื้นผิว (Texture) เช่นเดียวกับประติมากรรมสากล แต่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ โดยแสดงความสูงต่ำของพื้นผิวประกอบกับช่องไฟ และความอ่อนหวานคดโค้งของเส้นรอบนอก ช่วยให้เกิดแสงเงาตามธรรมชาติ พื้นผิวที่เรียบง่ายและเกลี้ยงเกลาจะแลดูสงบนิ่ง เพื่อเน้นความอ่อนช้อยงดงามของเส้นและลวดลาย จะมีความงามอันเกิดจากตัวลายที่ผิวเรียบเกลี้ยงเหมือนกันหมดแต่ เนื่องจากระดับความสูงต่ำของลวดลายแต่ละตัวที่แตกต่างกัน มีการลดหลั่นและทับซ้อนกัน เมื่อแสงจากธรรมชาติส่องมากระทบหน้าบันจะก่อให้เกิดความเด่นชัดของลวดลาย และมิติความตื้นลึกที่งดงามยิ่ง
        4. มีลักษณะเป็นเครื่องตกแต่ง
        งานประติมากรรมไทยส่วนใหญ่เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องประดับตกแต่งในงานสถาปัตยกรรม จะมีที่เป็นอิสระสร้างขึ้นเพื่อความเชื่อถือศรัทธาก็คือ พระพุทธรูปและเทวรูปเท่านั้น แม้แต่การปั้นแกะสลักรูปยักษ์ มาร หรือสัตว์หิมพานต์ ก็นำมาติดตั้งยืนสง่าอยู่หน้าประตูทางเข้าวัดหรือพระอาราม เช่น ยักษ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวัดอรุณราชวราราม หรือรูปยักษ์และลิงปั้นด้วยปูนทำเป็นท่าแบกหนุนฐานพระสถูป พระปรางค์ และพระมณฑปเป็นรูปยักษ์ แบกฐานเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รูปปั้นสัตว์หิมพานต์เป็นพญานาคเลื้อยบนราวบันไดทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ และพระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการปั้นแกะสลักเพื่อประกอบตกแต่งหน้าบัน หรือส่วนประกอบของวิหาร โบสถ์ และพระมหาปราสาท เช่น นาคสะดุ้ง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์คันทวย ซุ้มประตู หน้าต่าง เป็นต้น  

การสร้างสรรค์งานประติมากรรมไทยในสมัยต่าง ๆ

สุโขทัย ต้นกำเนิดพระพุทธรูปที่งามที่สุด
        ในระยะแรกงานศิลปกรรมสุโขทัย ได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากลังกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูป ซึ่งได้รูปแบบมาจากลังกา คือ พระพุทธรูปแบบวัดตะกวน เมืองสุโขทัยเก่า ต่อมาได้มีการพัฒนาการสร้างสรรค์พระพุทธรูปของสกุลช่างต่างๆ ทั้งของไทยและของลังกา เป็นพระพุทธรูปแบบ “สุโขทัยบริสุทธิ์” หรือเรียกกันว่า “พระพุทธรูปหมวดใหญ่” ซึ่งเป็นแบบฉบับของสุโขทัยแท้ สร้างเป็นพระพุทธปฏิมาตามศิลปะแบบอุดมคติที่มีความงดงามเป็นเลิศและเจริญสูงสุดที่เรียกว่า “คลาสสิก” (Classic)
        ช่างสุโขทัยได้สร้างพระพุทธรูปตามลักษณะคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะซึ่งหมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบรรลุซึ่งโลกุตรธรรมอยู่เหนือโลกียวิสัยผสมผสานกับคุณลักษณะอันอ่อนช้อยงดงามตามธรรมชาติ ลักษณะที่สำคัญของพระพุทธรูปสุโขทัยแบบบริสุทธิ์ คือ มีพระพักตร์รูปไข่ พระรัศมีเป็นรูปเปลวเพลิง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสุโขทัย เส้นพระศกขมวดเป็นก้นหอยแหลมสูง โดยไม่มีไรพระศก พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระหนุเสี้ยม หัวพระกันโปน ครองจีวรแนบเนื้อ พระวรกายอ่อนช้อยงดงามสมส่วน ชายสังฆาฎิยาวถึงพระนาภี มีปลายเป็นสองแฉก และย่นเป็นเขี้ยวตะขาบทับซ้อนกันหลายชั้น พระวรกายกลมกลึงดังงวงช้าง นิ้วพระหัตถ์เรียวสลวยทำนิ้วอย่างมนุษย์ธรรมดาสามัญ คือ ยาวไม่เท่ากัน ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ฐานหน้ากระดานเกลี้ยงตอนกลางแอ่นเข้าข้างใน
        การหาชมพระพุทธรูปสุโขทัยบริสุทธิ์ที่มีความเก่าแก่และงดงามยิ่ง ที่เป็นมรดกตกทอดจนถึงปัจจุบัน เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ พระพุทธรูปทองที่วัดไตรมิตรวิทยาราม พระพุทธรูปปางลีลา ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ ซึ่งมีความงดงามที่สุดในโลก เป็นต้น

พระพุทธรูปสุโขทัยแบบ “พระพุทธชินราช”
        ช่างสุโขทัยได้คิดค้นสร้างสรรค์ และพัฒนารูปแบบของพระพุทธรูปให้มีความงดงามยิ่งขึ้นซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของการสร้างสรรค์พระพุทธรูปอย่างแท้จริง แม้จะมีการพัฒนาให้งดงามไปเพียงใด แต่ก็ยังคงเป็นแบบสุโขทัยบริสุทธิ์อยู่ ต่างกันที่พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระรัศมีสูงกว่าพระปราง (แก้ม) พระวรกายอวบอ้วนกว่า พระชงฆ์จะดูอ่อนโค้งมากกว่า ฐานมักนิยมทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย และลักษณะสำคัญที่เด่นชัดที่สุด คือ จะทำนิ้วพระหัตถ์เท่ากันทั้งสี่นิ้วตามแบบคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะ
        ตัวอย่างพระพุทธรูปแบบ “พระพุทธชินราช” ในสมัยสุโขทัยที่หาชมได้ในปัจจุบันนี้ได้แก่ พระพุทธชินราช วัดศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดาในวัดบวรนิเวศวิหาร และพระศรีศากยมุนีในวิหารหลวงวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร
        พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย นอกจากจะมีรูปแบบวัดตะกวน แบบสุโขทัยบริสุทธิ์ และแบบพระพุทธชินราชแล้ว ยังมีแบบกำแพงเพชร ในสมัยสุโขทัยตอนปลาย ซึ่งพบที่กำแพงเพชรเป็นส่วนใหญ่ และเป็นยุคเสื่อม รูปแบบฝีมือยังขาดความประณีตงดงามและขาติชีวิตจิตใจ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันบ้าง คือ พระเครื่องปาลีลาที่เรียกกันว่า “พระกำแพงเขย่ง”

พระพุทธรูปที่หลากหลายรูปแบบของอยุธยา
        การที่กรุงศรีอยุธยาครองความเป็นราชธานีนานอยู่ได้ถึง 417 ปี คือนับตั้งแต่ พ.ศ. 1893 ถึง 2310 นับเป็นราชธานีที่มีอายุยืนยาวที่สุด ผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองที่มีความรุ่งโรจน์ทั้งด้านการเมือง การต่อสู้เพื่อป้องกันเอกราชของชาติ การพระศาสนา และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประติมากรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์พระพุทธรูป จึงมีความหลากหลายรูปแบบ และสกุลช่าง ตามอิทธิพลที่ได้รับมา สามารถสรุปได้ดังนี้
        1.พระพุทธรูปแบบอู่ทอง
        การสร้างสรรค์พระพุทธรูปในสมัยอยุธยาตอนต้น เริ่มต้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปตามแบบอย่างฝีมือช่างอู่ทอง ซึ่งแฝงไปด้วยศิลปะลพบุรี อู่ทอง และสุโขทัยผสมผสานกันอยู่ พระพุทธรูปแบบอู่ทองนี้ สามารถหาชมได้ที่วัดพนัญเชิง และพระปรางค์ใหญ่วัดราชบูรณะ กรุพระเครื่อง และพระบูชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
        2. พระพุทธรูปแบบอยุธยาแท้
        พระพุทธรูปแบบอยุธยาที่แท้จริง เริ่มสร้างในสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 หรือสมเด็จพระบรม-ไตรโลกนาถ ใน พ.ศ. 1991 จนถึงสิ้นสุดกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 ลักษณะที่เห็นเด่นชัดของพระพุทธรูปแบบอยุธยา คือ มีพระพักตร์และพระรัศมีตามแบบสุโขทัย มีไรพระศกเป็นเส้นเล็กไม่ใหญ่อย่างศิลปะอู่ทอง สังฆาฏิทำใหญ่กว่าสมัยสุโขทัย อีกทั้งไม่นิยมทำปลายสังฆาฏิเป็นเขี้ยวตะขาบ แต่ตัดเป็นเส้นตรง หรือไม่ก็ทำเป็นสองแฉกลงมาตามแบบอู่ทอง แม้จะได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ที่ช่างอยุธยาก็สามารถผสมผสานและประยุกต์สร้างสรรค์เป็นแบบฉบับของตนเองได้
        พระพุทธรูปแบบอยุธยาที่มีความสำคัญ ได้แก่ “พระศรีสรรเพชญ์” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของกรุงศรีอยุธยา สร้างตามแบบพระอัฏฐรสของสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปประทับยืนสูงใหญ่มหึมา หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (22,880 บาท) แต่ได้ถูกทำลายเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ทหารพม่าได้เอาไฟสุมลอกเอาทองที่หุ้มองพระไป ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา-โลกมหาราช ได้โปรดอัญเชิญไประดิษฐานในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันบรรจุไว้ในองค์พระมหาเจดีย์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม นอกจากนี้ พระพุทธรูปแบบอยุธยาแท้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพบูชาจวบจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ พระมงคลบพิตรในวิหารวัมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
        3. พระพุทธรูปทรงเครื่อง
        พระพุทธรูปทรงเครื่องสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย เริ่มในรัชการของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง นิยมสร้างทรงเครื่องน้อย และทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปที่ประดิษฐ์เครื่องประดับองค์พระพุทธรูป ซึ่งเป็นความเชื่อในการสร้างพระพุทธรูปในลัทธิมหายาน พระพุทธรูปแบบทรงเครื่องน้อย ส่วนมากเป็นพระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย ปางห้ามญาติหรือปางห้ามสมุทร โดยสมมงกุฎเป็นครีบยื่นออกมา 2 ข้างเหมือนพระกรรณและทรงพระกุณฑล บางองค์จะมีสังวาลและพาหุรัดทองกรประดับด้วย
        สำหรับพระพุทธรูปแบบทรงเครื่องใหญ่ จะทรงเครื่องอย่างเต็มยศสมบูรณ์ มีมงกุฎแบบชฎาใหญ่ สังวาลทับทรวง ชายไหว ชายแครง กำไลพระบาท และสวมฉลองพระบาทเชิงงอนมี ตัวอย่างของพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ให้เห็น คือ พระประธานในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

        วิวัฒนาการของพระพุทธรูป สมัยรัตนโกสินทร์
       พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี ตั้ง พ.ศ. 2325 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการบูรณปฏิสังชรณ์และสร้างพระพุทธรูปอย่างมีวิวัฒนาการ มาตามลำดับสรุปได้ ดังนี้
1. การบูรณปฏิสังขรณ์ และอัญเชิญมาเป็นองค์ประธานในวัดสำคัญของกรุงเทพมหานคร
       เป็นการฟื้นฟู และรวบรวมศิลปกรรมไทยมาไว้ในมหานครในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบสุโขทัย และอยุธยา เช่นพระศรีศากยมุนีในวัดสุทัศเทพวรารามเป็นต้น
2. การสร้างพระพุทธรูปอนุรักษ์ของเดิม
       ในมัยรัชการที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสมัยอยุธยา เช่น พระพุทธโลกเชษฐ์ พระประธานในพระอุโบสถ วัดสุทัศน์เทพวราราม พระพุทธไตรรัตนายก หรือหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ธนบุรี ซึ่งได้แบบอย่างจากพระเจ้าพนัญเชิง อยุธยา เป็นต้น และยังมีการสร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ นับรวมกับของเดิมเป็น 40 ปาง เพื่อประดิษฐานในวัดต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร
3. การสร้างพระพุทธรูปผสมผสานกับตะวันตก
          ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ไทยได้ติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกมากขึ้น จึงได้มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์มากขึ้น คือไม่มีพระเกตุมาลา หรือขมวดพระเมาฬี มีจีวรเป็นริ้วแบบเหมือนธรรมชาติ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปของหลวง พระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์ของรัชการที่ 4 คือ “พระนิรันตราย” ส่วนประชาชนทั่วไปนิยมสร้างแบบทรงเครื่องหรือแบบจีวรดอก
       ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ได้มีการสร้างพระพุทธรูปเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ยังคงมีพุทธลักษณะที่สำคัญต่าง ๆ ไว้ เช่น พระเกตุมาลา พระรัศมีเปลว ปมพระเกศา และใบพระกรรณยาว ซึ่งคล้ายกับพระพุทธรูปคันธารราฐซึ่งเป็นศิลปะกรีก-โรมัน
       ในสมัยสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างพุทธมณฑล ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และมอบให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้ออกแบบสร้างพระพุทธรูปปางลีลาแบบสุโขทัย แต่ได้ดัดแปลงให้มีสัดส่วนเหมือนมนุษย์ธรรมดาสามัญ ซึ่งมีความงดงามและเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนในสมัยปัจจุบัน

 เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทย
        สถาปัตยกรรมไทย (Thai architecture) หมายถึง การออกแบบก่อสร้างอาคารสถานที่เพื่อเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ วัด ศาลาการเปรียญ อุโบสถ วิหาร สถูป เจดี กุฏิ หอระฆัง หอไตร ปราสาทราชวัง และบ้านเรืองไทย ซึ่งเป็นลักษณะประจำชาติไทย โดยฝีมือของสถาปนิกหรือช่างไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่สร้างสรรค์สืบทอดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่    บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะของสถาปัตยกรรมไทย
1. มีโครงสร้างง่าย ๆ และเปิดเผย
       โครงสร้างของอาคารแบบไทยเป็นโครงสร้างง่าย ๆ ไม่มีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใด ประกอบด้วยส่วนพื้นบ้าน ส่วนฝาผนัง และส่วนหลังคา ส่วนพื้นมักจะยกสูงจากพื้นดินพอให้พ้นน้ำฝน หรือน้ำท่วม ฝาผนังเป็นไม้หรือก่ออิฐให้สูงตรงขึ้นไปรับคานและส่วนประกอบของหลังคา หากเป็นอาคารที่ใหญ่โตจะก่อเสาขึ้นภายในเพื่อช่วยค้ำยันส่วนหลังคาไว้
2. นิยมสร้างอาคารชั้นเดียว
       ในสมัยก่อน ประเทศไทยของเรามีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีพื้นที่กว้างขวางไว้ปลูกเรือนหรืออาคาร และนิยมปลูกเป็นเรือนชั้นเดียวสูง เพราะมีพื้นที่กว้างขวางปลูกได้หลายหลัง โดยไม่ต้องประหยัดพื้นที่ก่อสร้าง และเนื่องจากคนไทยมีวัฒนธรรมการ “ถือหัว” ไม่นิยมอยู่ชั้นล่างหรือข้างใต้ใคร แม้แต่การยืนค้ำศีรษะก็ถือว่าเป็นการเสียมารยาท และการยกใต้ถุนสูงนี้ก็เพื่อให้ลมพัดผ่านตัวอาคารตลอดทั้งหลังได้โดยสะดวก แต่ส่วนหลังคาจะประกอบด้วยขื่อ แป อกไก่ และจันทัน ประกอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยมเพื่อติดกลอน มุงกระเบื้อง โครงสร้างง่าย ๆ และเปิดเผยลักษณะนี้แฝงด้วยความงามในองค์ประกอบของเรือนไทยที่มีความสมดุลประสานกลมกลืนและสามารถเห็นได้อยางชัดเจน สะดวกในการเรียนรู้และจดจำนำไปก่อสร้าง หากมีช่างและแรงงานเพียงพอก็จะสามารถสร้างเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมไทยด้านความรู้สึกเย็นสบาย โดยเฉพาะพื้นที่ใต้ถุนบ้านก็จะเป็นประโยชน์ใช้สอยในการพักผ่อน เลี้ยงลูกหลาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อีกด้วย
3. มีหลังคาทรงสูงกันสาดยื่นออกมา
       เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ฝนตกชุก และวัสดุที่ใช้มุงหลังคาเป็นกระเบื้องแผ่นเล็ก ๆ มีรอยต่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งการสร้างหลังคาทรงสูงจะช่วยให้น้ำฝนไหลเทลงจากหลังคาได้สะดวกรวดเร็ว และความสูงชันของหลังคาจะช่วยระบายความร้อนได้ เพราะมีร่มเงาเกิดขึ้นในตัว มีพื้นที่ว่าส่วนบนหลังคามากพอที่จะรับลมระบายอากาศเย็นสบายโดยไม่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ส่วนกันสาดที่ยื่นออกมานั้นก็เพื่อป้องกันแสงแดดที่ร้อนแรง และคลุมอาคารให้พ้นละอองฝนที่สาดเข้ามาได้เป็นอย่างดี นับเป็นภูมิปัญญาไทยอันชาญฉลาดที่ชนรุ่นหลังควรจะจดจำและนำไปสู่การอนุรักษ์ให้ยั่งยืนนานตลอดไป
4. มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น
       ความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยที่เห็นเด่นชัดประการหนึ่งก็คือการสร้างหลังคาซ้อนกันหลายชั้น เกิดความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์อย่างมีเชิงชั้นและจังหวะลีลาที่ลดหลั่นกันของหลังคา เพราะถือว่าหลังคาเป็นส่วนตกแต่งที่สำคัญของอาคาร ทั้งยังเป็นการสะดวกในการหาตัวไม้มาประกอบกันเป็นหลังคาได้ยาก การแบ่งหลังคาเป็นชั้น ๆ จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ คนไทยยังมีคตินิยมที่ถ่ายทอดมาจากอินเดียอยู่ว่าภายในหลังคาหรือร่มฉัตรซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นนั้นเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
5. มีประตูหน้าต่างเล็ก และแคบ
       อาคารสถาปัตยกรรมไทยนิยมใช้ประตูหน้าต่างน้อย เล็ก และแคบ เพื่อให้มีแสงสว่างส่องเข้าไปภายในอาคารเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเป็นอาคารทางพระพุทธศาสนา เช่น โบสถ์ วิหาร ซึ่งต้องการให้ผู้เข้าไปภายในอาคารเกิดความสงบ มีสมาธิ โดยเฉพาะการสวดมนต์ไหว้พระ และกระทำพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ต้องการแสงสว่างมากเกินไป จะเป็นการทำลายสมาธิของพระภิกษุ และพุทธศาสนิกชน

 การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยในสมัยต่าง ๆ
เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เอกลักษณ์ของสุโขทัย
        การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ สถาปัตยกรรมเปิด หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์เข้าไปอยู่อาศัยได้ เช่น ที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเรือนไทย โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น และสถาปัตยกรรมปิด หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์เข้าไปอยู่อาศัยไม่ได้ มุ่งเน้นเพื่อสักการบูชา เช่น สถูป และเจดีย์ เป็นต้น
        ลักษณะงานสถาปัตยกรรมสุโขทัยที่สร้างกันอย่างแพร่หลาย คือ สถูปทรงระฆังคว่ำ เช่น เจดีย์วัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น แต่ลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุโขทัยก็คือ “สถูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์” หรือทรงดอกบัวตูม เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความประณีตงดงาม มีรูปทรงสูงเพรียว สง่างาม ส่วนปลายของสถูปพวยพุ่งสู่เบื้องบน เป็นพุทธปรัชญา หมายถึง การหลุดพ้นสู่ดินแดนสุขาวดี

เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เอกลักษณ์ของอยุธยา
        สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยานิยมสร้างเจดีย์รูประฆังขนาดใหญ่ไว้ตรงกลาง และมีซุ้ม เจดีย์เล็ก ๆ ล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ ในสมัยอยุธยานี้รูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์คือ “เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง” ซึ่งมีทั้งฐานเตี้ยและสูง ส่วนการสร้างปรางค์มีลักษณะสูงเพรียวขนาดใหญ่ และมีปรางค์เล็กล้อมรอบเช่นเดียวกับเจดีย์
        สถาปัตยกรรมอยุธยาที่มีให้เห็นจนถึงปัจจุบันนี้ได้บูรณะรักษาไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแพร่กระจายอยู่ในจังหวัดภาคกลางของประเทศไทย เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดหน้าพระเมรุ วัดพระราม วัดไชยวัฒนารามพระเจดีศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุ วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

สถาปัตยกรรม “ยอดมงกุฎ” เอกลักษณ์ของรัตนโกสินทร์
        การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้มีสถาปัตยกรรมที่งดงามแสดงถึงความเจริญสูงสุดทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทย ที่เป็นมรดกสืบทอดมาช้านานแล้ว นับเป็นพระราชประสงค์สำคัญของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในยุคนี้ จึงได้มีการ “จำลองกรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีตให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
        พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปกรรไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็เป็นวัดในวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างได้อย่างงดงามและยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมของยอดฝีมือช่างไทย 10 หมู่ ที่มีคุณค่าทางจิตใจด้วย ความงาม ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม
        มีการสร้างเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองตามแบบอยุธยาในวัดหลาย ๆ แห่งในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น วัดดุสิตาราม วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ที่สวยงามสะดุดตาก็คือมหาเจดีย์ 4 รัชกาล ในวัดโพธิ์ที่มีการประดับกระเบื้องที่วิจิตรงดงาม และรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของรัตนโกสินทร์ก็คือสถาปัตยกรรมที่มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎ หรือ “มหาปราสาท” ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีในสมัยใดมาก่อนเรามองเห็นได้ที่ยอดมณฑปซุ้มประตูยอดหอระฆังต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะหาไม่ได้ที่วัดโพธิ์นี้แล้ว ยังพบเห็นในวัดทั่ว ๆ ไปในกรุงเทพมหานคร
        ในสมัยรัตนโกสินทร์มีการสร้างพระที่นั่งเช่นเดียวกับพระที่นั่งในรกรุงศรีอยุธยา ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมไว้ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นต้น แต่ต่อมาได้มีการสร้างพระที่นั่งที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ได้แก่ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอาคารส่วนล่างเป็นแบบยุโรป แต่ส่วนยอดของสถาปัตยกรรมยังคงรักษารูปแบบเป็นทรงมงกุฎหรือมหาปราสาทไว้ ซึ่งก็มีความสวยงามแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง ที่มีผู้วิจารณ์เปรียบเปรยไว้ว่า เป็นลักษณะ “ฝรั่งสวมชฎา” นอกจากนี้ยังมีพระที่นั่งในรูปแบบของตะวันตกก็คือ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระที่นั่งบรมพิมาน
        แม้ว่าสถาปัตยกรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์จะได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกมากขึ้นในปัจจุบัน มีการก่อสาร้างอาคารพาณิชย์ที่เป็นตึกระฟ้าในรูปแบบที่ทันสมัยต่าง ๆ มากมาย ในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เป็นไปตามสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีใครหยุดยั้งได้ แต่ก็มีคนไทยที่รักและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติต้องการดำรงไว้ซึ่งความงดงาม และความเป็นชาติที่มีอารยธรรมเก่าแก่ ได้สร้างอาคารสถาปัตยกรรมที่คงรูปแบบความเป็นไทยไว้ เช่น อาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย โรงละครแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ อาคารแบบ “รัตนโกสินทร์ฟื้นกลับ” ของโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งออกแบบโดยอาจารย์จิตร (ประกิต) บัวบุศย์ เป็นต้น

สรุปเปรียบเทียบ : ศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก
        งานทัศนศิลป์ทุกประเภท ทั้งงานจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย และสถาปัตยกรรมไทย เป็นงานศิลปกรรมที่แฝงไปด้วยคุณค่าทางภูมิปัญญาไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่ไม่มีในชาติอื่นใด นั่นก็คือศิลปะแบบอุดมคติ (Idealistic) โดยมีรากฐานแนวคิดมาจากปรัชญาทางพระพุทธศาสนา และเรื่องราวที่เกี่ยวกับทิพยสวรรค์ เช่น ภาพคนในงานจิตรกรรมไทย และสถาปัตยกรรมไทยซึ่งมิได้ถ่ายทอดรูปแบบมาจากคนจริงอย่างศิลปะตะวันตก แต่เกิดจากการเนรมิตให้เป็นรูปร่างตามคติความเชื่อและจินตนาการ แล้วจึงถ่ายทอดสร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพคนภายหลัง ภาพที่ถ่ายทอดออกมาจึงไม่ใช่คนจริง แต่มีอุดมคติทางความงาม เช่น สตรีจะงามต้องมี “คิ้วโก่งดังคันศร ตางามดังกวาง ปากงามดังกระจับ หน้างามดังดวงจันทร์ และแขนอ่อนดังงวงช้าง” ซึ่งเป็นความงามตามอุดมคติไทย เป็นการสร้างสรรค์จากอุดมคติมาหาความจริงตามธรรมชาติ ต่างกับศิลปะตะวันตกซึ่งจะสร้างสรรค์จากความจริงตามธรรมชาติไปหาอุดมคติ ตัวอย่างเช่น งานศิลปะแบบเหมือนจริง แบบตัดทอน และแบบตามความรู้สึก หรือนามธรรม (Abstract) ซึ่งมักจะพบเห็นทั่วไปในศิลปะตะวันตก

anipink02_squish_next.gif  กลับหน้าหลัก

 bar_green.gif